บทความ

เลนส์ลดตาล้า ทางเลือกเริ่มต้นของสายตายาวตามวัยระยะแรก

ANZ Anti fatigue article

พอเริ่มมีอาการสายตายาวตามวัยในระยะแรก ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ Progressive Lens ทันที เพราะปกติแล้วในระยะแรกจะยังมีกำลังการเพ่งเหลืออยู่ และต้องการกำลังบวกช่วยชดเชยไม่มากนัก เลนส์ที่แนะนำจึงเป็น Anti-Fatigue Lens หรือ เลนส์ลดตาล้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นพรี-โปรเกรสซีฟ ที่ช่วยให้เราใช้งานได้ง่าย ก่อนจะต้องขยับไปใช้แว่นโปรเกรสซีฟในขั้นถัดไป

สายตายาวตามวัยระยะแรก เป็นอย่างไร?

ในช่วงเริ่มต้นของสายตายาวตามวัย ดวงตาจะยังสามารถเพ่งมองระยะใกล้ได้อยู่ เพียงแต่ กำลังการเพ่งเริ่มลดลง จากการที่เลนส์ตาเริ่มแข็งและไม่หยืดหยุ่นเหมือนเดิม ทำให้การใช้สายตาระยะใกล้เป็นเวลานาน เริ่มเหนื่อยเริ่มล้าเร็วกว่าปกติ

อาการที่อาจพบได้ เช่น

  • ตาล้า/เมื่อยตา
  • ปวดรอบดวงตา
  • ปวดศีรษะหลังใช้สายตาใกล้นาน ๆ
  • มองใกล้ไม่สบายหรือโฟกัสช้าลง
  • รู้สึกต้องพักสายตาบ่อย

ซึ่งการที่ เลนส์ตาเริ่มเสียความยืดหยุ่น เวลามองระยะใกล้จะต้องใช้ความพยายามในการเพ่งมากขึ้น เป็นช่วงที่ กำลังบวกเล็กน้อยจากเลนส์ สามารถเข้ามาช่วยลดภาระการเพ่งของเราได้

แต่เลนส์ลดตาล้าไม่สามารถช่วย Eye Strain ได้ทุกสาเหตุ เช่น ถ้าเกิดจากตาแห้ง ค่าสายตาไม่ถูกต้อง ปัญหาการทำงานร่วมกันของตาสองข้าง แสงไม่เหมาะสม หรือท่าทางการทำงานไม่ถูกต้อง ก็ต้องไปแก้ที่สาเหตุเหล่านั้นร่วมด้วย

Anti-Fatigue Lens คืออะไร?

Anti-Fatigue Lens มีอีกชื่อคือ Relax Lens หรือในหลาย ๆ แบรนด์จะใช้คำว่า Digital Lens ซึ่งเลนส์เหล่านี้จะให้ความหมายคล้ายกัน คือ ช่วยผ่อนคลายหรือลดอาการตาล้าถ้าเรามองระยะใกล้เป็นเวลานาน

โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้ที่เป็นยุคดิจิทัล การใช้งานระยะใกล้นั้นจะใกล้ยิ่งกว่าการอ่านหนังสือเป็นเล่มในยุคก่อน ๆ เล็กน้อย เรียกได้ว่าเป็นเลนส์ที่เหมาะสำหรับสังคมก้มหน้าสุด ๆ

ตัวอย่างเลนส์ลดตาล้าจาก Nikon Relaxsee Z

หลักการทำงานของเลนส์จะง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน คือ มีค่าสายตาหลักบริเวณด้านบน สำหรับมองระยะไกล และมี Plus Support / Boost หรือค่า Add เล็กน้อยบริเวณด้านล่าง สำหรับมองระยะใกล้

เนื่องจากเวลามองระยะใกล้ ตาของเราจะเกิดการเพ่งซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติของร่างกาย ยิ่งมองระยะใกล้ขึ้น ตาเราจะยิ่งเพ่งมากขึ้นเพื่อปรับให้ภาพโฟกัส ดังนั้นการเพิ่มกำลังหรือใส่ค่า Add อ่อน ๆ จะช่วยลดภาระการเพ่งของดวงตาได้เป็นอย่างดี

แต่ละแบรนด์อาจเรียกกำลังบวกส่วนล่างต่างกัน เช่น Add / Plus Support หรือ Boost โดยทั้งหมดจะหมายถึงกำลังบวกที่เพิ่มขึ้นเพื่อช่วยลดภาระการเพ่งเหมือนกัน

โครงสร้างเลนส์ลดตาล้า

ค่าสายตาหลัก : ใช้มองไกล เหมาะกับใช้งานทั่วไป รวมไปถึงมองระยะกลางได้ เช่น มองจอคอมพิวเตอร์ (ยิ่งมองใกล้เข้ามา ตาจะยิ่งเพ่งมากขึ้น ถ้ามองระยะกลางที่โซนนี้ของเลนส์ ตาจะล้าได้ง่ายกว่า)
↓
กำลังบวกค่อย ๆ เพิ่มขึ้น : ถ้าเราลดสายตาลงไปเรื่อย ๆ จะเจอกับช่วงเปลี่ยนกำลังบวก แต่จะ ไม่ได้มีโซนระยะกลางที่ชัดเจนเหมือน Progressive Lens ซึ่งกำลังบวกบางส่วนจะช่วยลดภาระการเพ่งเมื่อต้องมองจอคอมหรือวัตถุในระยะกลางได้เล็กน้อย
↓
ค่า Add / Plus Support / Boost : ช่วยมองใกล้ได้ดี ซึ่งถ้ายิ่งเรามองไปที่ด้านล่างของเลนส์มากเท่าไหร่ กำลังช่วยลดภาระการเพ่งก็จะยิ่งมาก โซนนี้ของเลนส์จึงเหมาะกับใช้มองจอมือถือ อ่านหนังสือ หรือใช้อุปกรณ์ดิจิทัลอื่น ๆ ที่ต้องมองในระยะใกล้

สมมติเลนส์มี Boost +1.00 D กำลังของเลนส์จะไม่ได้เปลี่ยนจาก 0.00 เป็น +1.00 ทันที แต่จะ ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ

  • มองเลนส์ด้านบน → ค่าสายตาหลัก
  • มองต่ำลงมา → เริ่มได้รับกำลังบวกบางส่วน
  • มองต่ำลงมากขึ้น → กำลังบวกเพิ่มขึ้น ลดเพ่งได้ดีขึ้น
  • มองบริเวณด้านล่าง → ได้ค่า Boost แบบเต็ม ลดเพ่งได้สูงสุด

ตัวอย่างการใช้ค่า Boost

หากมองวัตถุระยะใกล้ต้องเพ่ง 2.50 D การใช้เลนส์บวกเข้ามาช่วยบางส่วน จะทำให้ดวงตาไม่ต้องเพ่งเต็ม 2.50 D ด้วยตัวเอง พอเราเพ่งน้อยลง ก็จะช่วยลดการเกิดอาการตาล้าได้

เลนส์ลดตาล้าจึงเหมาะกับทุกคนที่ยังมีกำลังการเพ่งเหลืออยู่ แต่เริ่มรู้สึกล้าตาหรือไม่สบายตาเมื่อต้องมองใกล้เป็นเวลานาน ตั้งแต่คนที่มีสายตาปกติ สายตาสั้น และ สายตายาว

จุดเด่นของเลนส์ลดตาล้า

  • ช่วยลดภาระการเพ่ง
  • ใช้มือถือและคอมพิวเตอร์สบายตาขึ้น
  • ด้านบนยังใช้ค่าสายตาหลักตามปกติ
  • มีการเปลี่ยนกำลังไม่มาก
  • โดยทั่วไปปรับตัวง่ายกว่า Progressive Lens

Anti-Fatigue มี Corridor เหมือน Progressive หรือไม่?

Anti-Fatigue มีช่วงไล่กำลัง แต่ไม่ได้มี Progressive Corridor เต็มรูปแบบเหมือน Progressive Lens

Progressive จะมีการไล่กำลังแบบ ไกล → กลาง → ใกล้ และมีพื้นที่สำหรับระยะกลางที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้จริง

ส่วน Anti-Fatigue จะเป็นลักษณะ ค่าสายตาหลัก → ช่วงไล่กำลัง → Plus Support จึงไม่ได้มีโซนระยะกลางที่ชัดเจนเหมือน Progressive Lens

Anti-Fatigue มีภาพบิดเบือนด้านข้างไหม?

มีเล็กน้อย เพราะเมื่อกำลังเลนส์เปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดความคลาดเคลื่อนหรือภาพบิดเบือนบริเวณด้านข้างได้บางส่วน

แต่ Anti-Fatigue มีการเปลี่ยนกำลังค่อนข้างน้อย และ ไม่ได้ออกแบบมาให้มี corridor สำหรับระยะกลางอย่างชัดเจนเหมือน Progressive Lens โดยทั่วไปจึงมีความคลาดเคลื่อนหรือภาพบิดเบือนด้านข้างน้อยกว่ามาก

เปรียบเทียบ Anti-Fatigue กับ Progressive Lens

Anti-Fatigue = เพิ่มกำลังบวกเล็กน้อย เพื่อลดภาระการเพ่งมองระยะใกล้
Progressive = รองรับการมองระยะไกล-กลาง-ใกล้ ในเลนส์ชิ้นเดียว

 Anti-FatigueProgressive
หลักการเพิ่มกำลังบวกเล็กน้อย ลดภาระการเพ่งเพิ่มกำลังบวกสูงขึ้น สำหรับโซนมองใกล้
การใช้งานมองไกลเป็นหลัก + ช่วยมองใกล้เน้นมองไกล + กลาง + ใกล้
การเพ่งของตาตายังต้องเพ่งร่วมกับกำลังของเลนส์พึ่งกำลังจากเลนส์มากขึ้นตามค่า Add ที่สูง
ระยะกลางไม่มีโซนกลางเต็มรูปแบบมีพื้นที่สำหรับระยะกลางที่ชัดเจน
ภาพบิดเบือนด้านข้างโดยทั่วไปจะมีน้อยกว่ามีมากขึ้นตามค่า Add และขึ้นอยู่กับดีไซน์
เหมาะกับคนที่เริ่มล้าตา / Presbyopia ระยะแรกคนที่มีค่า Add สูง / มีกำลังเพ่งน้อย

เมื่อไหร่ที่ Anti-Fatigue เริ่มไม่เพียงพอ?

เมื่อสายตายาวตามวัยเพิ่มขึ้น กำลังการเพ่งที่เหลืออยู่จะลดลง และต้องการกำลังช่วยสำหรับมองใกล้มากขึ้น

อาจเริ่มสังเกตได้จาก

  • ต้องถือมือถือไกลขึ้นเรื่อย ๆ
  • ใช้ Boost เดิมแล้วมองใกล้ไม่สบายตาแล้ว
  • เพ่งมองจอคอมฯ เริ่มไม่ชัดแล้ว
  • ต้องการกำลังช่วยมองกลาง-ใกล้มากขึ้น
  • สลับมองไกล-คอม-มือถือบ่อย
  • ต้องการแว่นคู่เดียวสำหรับมองได้หลายระยะ

เมื่อถึงจุดนี้ Progressive Lens อาจตอบโจทย์กับการใช้งานได้มากกว่า Anti-Fatigue Lens

จับสังเกต เลือกเลนส์ให้ถูกประเภท

Anti-Fatigue Lens ที่กล่าวถึงในบทความนี้ หมายถึงเลนส์ที่มี Plus Support หรือ Boost บริเวณด้านล่าง และส่วนใหญ่จะมีระดับให้เลือก

ดังนั้นก่อนเลือกควรดูว่า

  • มีค่า Boost หรือไม่
  • มีค่า Boost เท่าไรบ้าง
  • มีโซนมองใกล้ช่วยลดการเพ่งหรือไม่

เพราะเลนส์บางรุ่นจะเป็น Enhanced Single Vision และไม่มี Near Boost แต่ใช้การออกแบบผิวเลนส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองในตำแหน่งต่าง ๆ แทน และอาจจะทำให้สับสนได้ เช่น

Essilor Eyezen จะมีทั้งรุ่นที่เป็นเลนส์ลดตาล้าคือ Eyezen+ สามารถเลือกค่า Boost คือ Plus/Pro/Max และมี Eyezen Start ที่เป็นเพียง Enhanced Single Vision ไม่มีค่า Boost ลดเพ่ง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เริ่มมี Presbyopia จะต้องเริ่มจาก Anti-Fatigue Lens เสมอไป

ที่ ANZ STUDIO มีนักทัศนมาตรตรวจวัดสายตาและจ่ายเลนส์ โดยประเมินทั้งค่าสายตา กำลังการเพ่ง ค่า Add และพฤติกรรมการใช้งาน เพื่อเลือกเลนส์ให้เหมาะสมกับแต่ละคนมากที่สุด