Accommodation : ระบบออโต้โฟกัส ต้นเหตุ ‘อาการตาล้า’ จากการเพ่งนาน
เคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมกล้องถ่ายรูปต้องหมุนเลนส์ไปมาเพื่อให้ภาพชัด แต่ดวงตาของเรากลับมองสลับกันไปมาระหว่าง วิวข้างหน้าไกล ๆ กับ หน้าจอมือถือ ได้ทันทีโดยที่เราแทบไม่รู้ตัวว่าตากำลังปรับโฟกัสอยู่
คำตอบคือ ร่างกายของเราจะมีระบบออโต้โฟกัสอัจฉริยะที่เรียกว่า "Accommodation” ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นในดวงตาของเรานั่นเอง โดยระบบการทำงานของกลไกนี้ก็จะมีส่วนประกอบหลัก ๆ ด้วยกันคือ
จอประสาทตา (Retina) : ทำหน้าที่เหมือนจอรับภาพ โดยจะอยู่ด้านหลังสุดภายในดวงตา และแสงที่สะท้อนภาพนั้นมาที่ตาเรา จะต้องวิ่งมาตกที่จุดนี้เป๊ะ ๆ เราถึงจะโฟกัสภาพนั้นให้ “ชัด" ได้
เลนส์ตา (Crystalline Lens) : มีลักษณะใสๆ ยืดหยุ่นได้เหมือนเจลลี่ ทำหน้าที่ "ดัดแสง" ที่วิ่งมาให้ "โค้งไปตกที่จอรับภาพพอดี"
กล้ามเนื้อตา (Ciliary Muscle) : เป็นเหมือนวงแหวนที่ล้อมรอบเลนส์ตาอยู่ ทำหน้าที่เป็น "ตัวสั่งการ” ให้เลนส์ตา "แบน" หรือ "โค้ง" ได้
เส้นเอ็น (Zonular Fibers) : เป็นเหมือนเชือกที่ขึงเลนส์ตาไว้กับกล้ามเนื้อตา
นอกจากนี้ ส่วนแรกที่มีหน้าที่หักเหแสงเป็นหลักเลยก็คือ กระจกตา (Cornea) ซึ่งรับหน้าที่รวมแสงเกินครึ่งหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด แต่ส่วนนี้จะไม่เกี่ยวกับการเพ่ง (Accommodation) เพราะเราไม่สามารถไปบังคับปรับเปลี่ยนรูปทรงของมันได้
การโฟกัสภาพอัตโนมัติของดวงตาเรานั้น จะมีโหมดที่เปลี่ยนไปมาระหว่างการ "มองใกล้" และ "มองไกล" โดยมีปัจจัยจาก "การเดินทางของแสง" ที่มี "รูปทรง" ที่แตกต่างกัน ดังนี้
-
Diverging Light
เมื่อแสงเดินทางมากระทบกับวัตถุและสะท้อนออก รูปทรงของแสงเริ่มแรกจะกระจายตัวออกรอบทิศทาง และหนึ่งในการกระจายตัวนั้น แสงที่ตาเรามองเห็นจะเป็นรูปทรงกรวยที่วิ่งเข้ามา
-
Parallel Light
และเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งในระยะประมาณ 6 เมตร ความโค้งของแสงจะลดลงและเปลี่ยนจากรูปทรงกรวยเป็นทรงกระบอก (เป็นเส้นขนานกัน) และไม่ว่าแสงจะเดินทางไปอีก 10 เมตร หรือ 1000 เมตร ก็จะยังคงเป็นเส้นขนานอยู่ จนกว่าจะเกิดการหักเหขึ้น
แสงเส้นขนาน นั้น เมื่อผ่านมาถึงดวงตาเรา มันจะเข้าจุดโฟกัสได้ง่ายกว่าแสงรูปทรงกรวย เนื่องจากกล้ามเนื้อตา "ไม่ต้องเพ่ง" มาก ซึ่งสามารถอธิบายกลไกการทำงานของ Accommodation ได้ดังนี้
1. โหมดมองไกล : กล้ามเนื้อตาอยู่ในสภาวะ "คลายตัว" (Ciliary Muscle Relaxation)
-
รูปทรงของลำแสง : เดินทางมาเป็นเส้นขนาน (Parallel)
-
รูปทรงของเลนส์ตา : แบนและบาง
เนื่องจากแสงวิ่งมาแบบเรียบง่าย ตรง ๆ เลนส์ตาจึง "ไม่ต้องดัดแสงมาก" สามารถมีรูปร่างแบนที่กำลังหักเหแสงต่ำได้ (Low Power)
-
กล้ามเนื้อตาเกิดการ "พักผ่อน"
ในโหมดนี้ กล้ามเนื้อตาจะคลายตัว (Relax) อย่างเต็มที่ เนื่องจากแทบไม่ต้องออกแรงหดเกร็งเลย (ยังมีแรงตึงค้างอยู่เล็กน้อยตามธรรมชาติ) - เส้นเอ็นที่ยึดเลนส์ตาไว้จะ "ตึง" เพื่อดึงให้เลนส์ตาแบนและบางลง
ให้ลองนึกภาพเปรียบเทียบกับการยกเวท ถ้าคุณยกเวทค้างไว้ กล้ามเนื้อจะเกร็งและล้า แต่ถ้าคุณวางเวทลง กล้ามเนื้อก็จะคลายตัวและพักผ่อนได้เต็มที่ ซึ่งการมองไกลนี้จะเป็นเหมือนการวางเวทลงนั่นเอง
ทำไมมอง "ใกล้" ถึงเบลอ? ถ้ากล้ามเนื้อคลายตัว
ในขณะที่เลนส์กำลัง "แบน" (Low Power) อยู่นั้น ถ้ามีวัตถุมาจ่ออยู่ตรงหน้า แสงจากวัตถุจะพุ่งกระจายออก เลนส์ที่แบนอยู่จะมีแรงดึงแสงไม่เพียงพอ หรือหักเหแสงได้ไม่ดี ทำให้แสงทะลุเลยจอรับภาพไป ไม่สามารถโฟกัสภาพได้ เราจึงเห็นวัตถุนั้นเบลอนั่นเอง
2. โหมดมองใกล้ : กล้ามเนื้อตาอยู่ในสภาวะ "หดตัว" (Ciliary Muscle Contraction)
- รูปทรงของลำแสง : เดินทางมาแบบกระจายตัวออก หรือทรงกรวย (Diverging)
- รูปทรงของเลนส์ตา : พองและหนา
เนื่องจากแสงพุ่งเข้าหาตาแบบบานออก เลนส์ตาจึงต้องเปลี่ยนรูปทรงให้โค้งนูนขึ้น เพื่อเพิ่มกำลังในการหักเหแสงให้สูงขึ้น (High Power) และ "ดัดแสงที่กำลังบานออกนั้นให้หุบลงอย่างรวดเร็ว" จนสามารถมาตกที่จอรับภาพได้พอดิบพอดี - กล้ามเนื้อตาเกิดการ "ทำงานหนัก"
ในโหมดนี้ กล้ามเนื้อตาจะต้องออกแรงบีบตัว (Contract) เพื่อลดขนาดวงแหวนรอบเลนส์ตาลง - เส้นเอ็นที่ยึดเลนส์ตาไว้จะ "หย่อน" เพื่อปล่อยให้เลนส์ตาที่มีความยืดหยุ่น ดีดตัวกลับมาพองและหนาขึ้นตามธรรมชาติ
ในกรณีนี้จะเหมือนกับตอนที่คุณ "ยกเวทขึ้นมาถือค้างไว้" คุณต้องออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อแขนตลอดเวลาเพื่อต้านแรงโน้มถ่วง ยิ่งคุณถือ (เพ่ง) ไว้นานเท่าไหร่ กล้ามเนื้อก็จะยิ่งสะสมความล้าและปวดเมื่อยมากขึ้นเท่านั้น นี่จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมการจ้องมือถือที่อยู่ใกล้นาน ๆ ถึงทำให้ปวดตา ตาล้า
จะเห็นได้ว่า ตัวการของอาการตาล้าคือ "กล้ามเนื้อตา (Ciliary Muscle) ที่ทำงานหนักเกินไป" จากการ "เพ่งเป็นเวลานาน"
กลไก : เพื่อให้เราเห็นภาพระยะใกล้ชัดเจน กล้ามเนื้อตาจำเป็นต้อง "ออกแรงบีบตัว (หดเกร็ง)" ค้างไว้ตลอดเวลา เพื่อทำให้เส้นเอ็นหย่อนและปล่อยให้ เลนส์ตาพองออก
เปรียบเทียบ : เหมือนคุณต้อง "เกร็งแขนยกดัมเบล" ค้างไว้ตลอด 8 ชั่วโมงที่ทำงาน แม้ดัมเบลจะไม่หนักมาก แต่การเกร็งค้างไว้นาน ๆ โดยไม่พัก จะทำให้กล้ามเนื้อล้า ปวด และเกิดอาการสั่น ตาลาย หรือพร่ามัวได้ในที่สุด
แต่หากเลี่ยงการทำงานที่ต้องอยู่หน้าจอนาน ๆ ไม่ได้ เราสามารถใช้หลักฟิสิกส์ช่วย "ผ่อนแรง" ให้กล้ามเนื้อตาทำงานเบาลงได้ ดังนี้
1. เพิ่มระยะห่างจากหน้าจอ
- พยายามดันจอคอมพิวเตอร์ หรือถือมือถือให้ "ไกลที่สุดเท่าที่เรายังมองเห็นตัวหนังสือชัด" (ประมาณ 1 ช่วงแขน หรือ 50-60 ซม.)
เมื่อระยะห่างเพิ่มขึ้น องศาความบานของแสงจะลดลง กล้ามเนื้อตาจะลดแรงบีบตัวลงได้ทันที (จากยกดัมเบล 10 กิโล อาจเหลือแค่ 5 กิโล)
2. กฎ 20-20-20 Reset กล้ามเนื้อตา
- ทุกๆ 20 นาที ให้ละสายตาจากจอ มองออกไปไกล ๆ ระยะ 20 ฟุต หรือ 6 เมตรขึ้นไป เป็นเวลา 20 วินาที
การทำแบบนี้จะเป็นการบังคับให้กล้ามเนื้อที่เกร็งค้างได้ "คลายล็อก" ลงชั่วคราว ช่วยลดการใช้พลังงานและความล้าได้ดีที่สุด
3. ใช้ "แว่นตาลดการเพ่ง" ช่วยผ่อนแรงเกร็ง
แว่นตาที่มีค่าสายตาบวกอ่อน ๆ เช่น แว่น Relax, แว่น Anti-fatigue หรือแว่นอ่านหนังสือ จะทำหน้าที่เหมือนแว่นขยาย ช่วยดัดแสงให้เราก่อน 1 step ทำให้เลนส์ตาไม่ต้องพองออกมากก็สามารถโฟกัสได้ดี
เมื่อกล้ามเนื้อตาไม่ต้องเกร็ง 100% เพราะมีแว่นช่วยทำงานแทนไปก่อนแล้ว วิธีนี้จะช่วยให้ทำงานได้นานขึ้นโดยไม่ปวดตาหรือปวดตาน้อยลงได้
ถึงแม้กลไก Accommodation คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ทำให้เราโฟกัสภาพได้อัตโนมัติ แต่ธรรมชาติไม่ได้ออกแบบมาให้เราจ้องหน้าจอเรืองแสงนาน ๆ วันละ 8-10 ชั่วโมง
หากพฤติกรรมปรับเปลี่ยนได้ยากในช่วงแรก การใช้เลนส์ลดการเพ่ง เช่น Essilor Eyezen, Hoya Sync III, Zeiss Digital Lens จะมาช่วย "ทดแรง" ในการโฟกัสให้เราใช้งานหน้าจอได้นานขึ้นได้
ถ้ารู้ตัวว่าต้องทำงานหน้าจอนาน ๆ การลงทุนกับเลนส์กลุ่มนี้ คือการซื้อ "เวลาพักผ่อน" คืนให้กับกล้ามเนื้อตาของคุณเลยทีเดียว
แนะนำตัดเลนส์ลดการเพ่ง Eyezen
ตัดเลนส์สายตา Essilor Eyezen Start Clear Blue UV กรองแสงสีฟ้าเพิ่มความคมชัด
ตัดเลนส์สายตาเดี่ยว Essilor Eyezen Start RX (สั่งตัดเฉพาะบุคคล)
-
-
- AIRWEAR
- INDEX 1.5
- INDEX 1.6
- INDEX 1.67
- Clear









