ตัดแว่นสายตาเอียง ทำไมต้องเป๊ะเรื่ององศา? ทำความรู้จักประเภทค่าเอียงที่คนใส่แว่นต้องรู้
ทำไมสายตาเอียง (Astigmatism) ถึงต้องบอกค่าองศาเสมอ? มีแค่ค่าเอียงอย่างเดียวตัดแว่นไม่ได้เหรอ? จริง ๆ แล้วสายตาเอียงที่จักษุแพทย์พูดถึง มันมีกี่ประเภทกันแน่?
รูปทรงวงรีนี้เองที่ทำให้เกิด แนวเอียง 2 แนวที่ "เอียงไม่เท่ากัน" และแต่ละคนก็จะมีความรีของลูกรักบี้ไปในทิศทางที่ไม่เหมือนกัน บางคนเอียงแนวตั้ง บางคนเอียงแนวนอน หรือบางคนเอียงแนวเฉียง
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรู้ค่าองศาเอียง (Axis) ตั้งแต่ 1-180 องศา เพราะต้องวางตำแหน่งเลนส์แว่นตา ให้ตรงกับแนวการเอียงของดวงตาเรานั่นเอง หากมีแค่ค่าเอียงแต่ไม่รู้องศา หรือวางองศาผิดไปแม้แต่นิดเดียว ภาพที่เห็นจะยังคงเบลอ ซ้อน และอาจทำให้ปวดหัวยิ่งกว่าเดิมได้
สายตาเอียง มีกี่ประเภท?
ในทางการแพทย์ เราสามารถแบ่งประเภทของสายตาเอียงได้หลายรูปแบบเพื่อให้ง่ายต่อการรักษา ดังนี้
1. แบ่งตามจุดโฟกัส (เมื่อรวมกับปัญหาสายตาอื่น)
สายตาเอียงที่คนส่วนใหญ่เป็นกันคือ แบบสม่ำเสมอ (Regular) ซึ่งเป็นแบบที่เราสามารถวัด 'องศา' ได้แม่นยำ โดยแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภทย่อยตามลักษณะการตกของแสง
ซึ่งแสงที่ผ่านเข้ามาจะไม่ได้รวมกันเป็นจุดเดียว แต่จะแยกออกเป็น "สองเส้นโฟกัส" ตามแนวความโค้งที่ต่างกันของกระจกตา คือจะมีแนวที่โค้งที่สุดและแบนที่สุด ตั้งฉากกันพอดี 90 องศา ดังนี้
1.1 สายตาเอียงสั้น (Simple Myopic Astigmatism)
- ลักษณะ : แสงแนวหนึ่งตกพอดีบนจอประสาทตา แต่อีกแนวหนึ่งตก "ก่อนถึง" จอประสาทตา (เหมือนคนสายตาสั้น)
- ทำให้มองเห็นภาพชัดเป็นบางส่วน และเบลอเป็นบางส่วนในบางแนวแกน
1.2 สายตาเอียงยาว (Simple Hyperopic Astigmatism)
ลักษณะ : แสงแนวหนึ่งตกพอดีบนจอประสาทตา แต่อีกแนวหนึ่งตกเลยไปอยู่ "หลัง" จอประสาทตา (เหมือนคนสายตายาว)
มักทำให้ต้องเพ่งมองมากกว่าปกติ และมีอาการล้าตาได้ง่าย
1.3 สายตาเอียงสั้นร่วมกับสายตาสั้น (Compound Myopic Astigmatism)
ลักษณะ : แสงทั้งสองแนวตก "ก่อนถึง" จอประสาทตาทั้งคู่ แต่ตกคนละตำแหน่งกัน (สั้นไม่เท่ากันในแต่ละแนวแกน)
เป็นแบบที่พบได้บ่อยที่สุด ทำให้ภาพเบลอทั้งในระยะใกล้และไกล และเห็นเงาซ้อนได้ชัดเจน
1.4 สายตาเอียงยาวร่วมกับสายตายาว (Compound Hyperopic Astigmatism)
ลักษณะ : แสงทั้งสองแนวตกไปอยู่ "หลัง" จอประสาทตาทั้งคู่ แต่ตกคนละจุดกัน(ยาวไม่เท่ากันในแต่ละแนวแกน)
ภาพจะเบลอและทำให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อดึงโฟกัสให้กลับมาที่จอประสาทตา มักมีอาการปวดหัวร่วมด้วย
1.5 สายตาเอียงแบบผสม (Mixed Astigmatism)
- ลักษณะ : เป็นความซับซ้อนที่แสงแนวหนึ่งตก "ก่อนถึง" จอประสาทตา (สายตาสั้น) แต่อีกแนวหนึ่งไปอยู่ "หลัง" จอประสาทตา (สายตายาว)
- ทำให้มองไม่ชัดในทุกระยะ และเป็นประเภทที่ทำให้เกิดอาการภาพบิดเบี้ยวหรือปวดตาได้รุนแรงที่สุด หากไม่ได้รับการแก้ไขด้วยค่าองศาที่แม่นยำ
2.1 สายตาเอียงแบบสม่ำเสมอ (Regular Astigmatism) :
นอกจากประเภทย่อยจากข้อ 1 แล้ว การที่กระจกตามีแนวแกนหลัก 2 แนวที่ "ตั้งฉากกันพอดี" (90 องศา) เราจะสามารถแบ่งกลุ่มนี้ออกได้อีกตาม "ทิศทาง" หรือ "แนวองศา" ของมัน คือ
- With-the-rule Astigmatism (WTR) :
- พบบ่อยที่สุดในเด็กและวัยหนุ่มสาว
- กระจกตาจะมีความโค้งมากที่สุดใน แนวตั้ง (Vertical) และมีความโค้งน้อยที่สุดใน แนวนอน (Horizontal)
- มักจะมีค่าองศาในใบสั่งแว่นอยู่ที่ประมาณ 180 องศา (หรือใกล้เคียง 0 และ 180)
- Against-the-rule Astigmatism (ATR) :
- พบมากในผู้สูงอายุ
- กระจกตามีความโค้งมากที่สุดใน แนวนอน (Horizontal) และโค้งน้อยที่สุดใน แนวตั้ง (Vertical)
- มักจะมีค่าองศาในใบสั่งแว่นอยู่ที่ประมาณ 90 องศา (หรือใกล้เคียง)
- Oblique Astigmatism :
- พบได้น้อยกว่าสองแบบแรก แต่ส่งผลต่อการมองเห็นที่ค่อนข้างกวนใจ
- แนวแกนที่โค้งที่สุดและแบนที่สุดไม่ได้อยู่ในแนวตั้งหรือแนวนอนเป๊ะๆ แต่จะอยู่ในแนว "เฉียง"
- ค่าองศาในใบสั่งแว่นจะอยู่แถวๆ 45 องศา หรือ 135 องศา
- ภาพที่เห็นมีความบิดเบี้ยวมากกว่าแบบอื่น ๆ และอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับแว่นใหม่นานกว่าปกติ เพราะสมองต้องปรับการรับรู้ภาพที่เอียงผิดไปจากแนวระนาบธรรมชาติ
- Bi-Oblique Astigmatism :
- พบได้น้อยที่สุดในบรรดาสายตาเอียงแบบสม่ำเสมอ
- ความผิดปกติอยู่ที่แนวแกนหลักทั้งสอง "ไม่ได้ตั้งฉากกัน 90 องศา" เช่น แกนหนึ่งอาจจะอยู่ที่ 30 องศา แต่อีกแกนกลับไปอยู่ที่ 100 องศา
- เนื่องจากโครงสร้างตาไม่ได้สมมาตรเป็นมุมฉาก การใช้เลนส์แว่นตามาตรฐาน (ซึ่งมักถูกออกแบบมาให้แก้แกนที่ตั้งฉากกัน 90 องศา) อาจจะทำได้ไม่สมบูรณ์ 100%
- ผู้ที่มีสายตาเอียงแบบนี้อาจต้องใช้ความชำนาญสูงมากจากนักทัศนมาตรในการหาค่าที่ "ลงตัว" ที่สุดเพื่อให้สมองยอมรับภาพได้โดยไม่ปวดหัว
- With-the-rule Astigmatism (WTR) :
การที่แสงแยกออกเป็น 2 จุดแบบนี้ คือคำตอบว่าทำไมเราถึงต้องใช้ "ค่าองศา" มาระบุตำแหน่งว่าแสงที่ตก "ก่อน" หรือ "หลัง" จอประสาทตานั้น อยู่ในแนวเฉียงแนวไหน เพื่อให้เลนส์แว่นตาช่วยดึงแสงทั้ง 2 จุดนั้นให้กลับมาบรรจบกันที่จอประสาทตาพอดี
2.2 สายตาเอียงแบบไม่สม่ำเสมอ (Irregular Astigmatism) :
เป็นสายตาเอียงประเภทที่ซับซ้อนกว่าแบบปกติ เพราะความโค้งของกระจกตาขรุขระหรือไม่เป็นระเบียบ ทำให้แสงหักเหสะเปะสะปะ ไม่สามารถระบุองศาที่แน่นอนได้เหมือนแบบสม่ำเสมอ
เป็นกรณีที่พบได้น้อยมากถ้าเทียบกับแบบอื่น ๆ เกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งด้านความโค้งของกระจกตาที่ผิดปกติ เช่น เป็นโรคกระจกตาย้วย เป็นแผลที่กระจกตาจากอุบัติเหตุ และยังสามารถเกิดได้จากการหักเหแสงภายในเลนส์ตาที่ไม่เท่ากัน มักพบได้ในผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจก
ผู้ที่มีสายตาเอียงแบบไม่สม่ำเสมอจึงไม่สามารถใส่แว่นตาแก้ไขค่าเอียงได้ เพราะแว่นตาไม่สามารถชดเชยความขรุขระที่สะเปะสะปะของกระจกตาได้ทั้งหมด
3.แบ่งตามจุดที่เกิดความผิดปกติ
สายตาเอียงไม่ได้เกิดจากผิวกระจกตาเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดขึ้นได้จาก 2 ส่วนหลักภายในดวงตา ซึ่งบางคนอาจมีปัญหาจากทั้งสองส่วนร่วมกันด้วย
3.1 เอียงที่กระจกตา (Corneal Astigmatism) : ความผิดปกติอยู่ที่ความโค้งของกระจกตาด้านนอก พบได้บ่อยที่สุดของปัญหาสายตาเอียงทั้งหมดจากข้อ 1. และ 2.
3.2 เอียงที่เลนส์ตา (Lenticular Astigmatism) : ความผิดปกติอยู่ที่ตัวเลนส์แก้วตาที่อยู่ภายในดวงตา ถึงแม้ว่ากระจกตาจะกลมมนเป็นปกติ
อาการ : "เลนส์แก้วตา" (Crystalline Lens) ที่อยู่ถัดจากม่านตาเข้าไป มีความโค้งผิดรูป หรือมีความหนาแน่นของเนื้อเลนส์ในแต่ละแนวแกนไม่เท่ากัน
สาเหตุที่พบบ่อย :
พันธุกรรม : มีลักษณะเลนส์ตาเอียงมาตั้งแต่กำเนิด
ต้อกระจก (Cataracts) : เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาเริ่มขุ่นมัวแบบไม่สม่ำเสมอ ทำให้การหักเหแสงเปลี่ยนไปจนเกิดสายตาเอียงในผู้สูงอายุ
โรคเบาหวาน : ระดับน้ำตาลที่ไม่คงที่อาจทำให้เลนส์ตาบวมและยุบตัว จนค่าสายตาเอียงแกว่งไปมาได้ในระหว่างวัน
สรุป การเอียงของดวงตาเรานั้นส่วนใหญ่จะเกิดความผิดปกติที่กระจกตา แต่ก็มีกรณีที่เกิดจากเลนส์ตาด้วยเช่นกัน ซึ่งในใบวัดสายตาที่ระบุค่าเลขเอียงและองศานั้นคือ "ค่าเอียงรวมทั้งหมด" (Total Astigmatism) ของดวงตาเรา เช่น
- เอียงจากกระจกตา + เอียงจากเลนส์ตา = ค่าเอียงและองศาเอียงที่ปรากฏในแว่น
ด้วยเหตุนี้ การวัดสายตาเพื่อให้ได้ค่าองศาที่แม่นยำจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความชัด แต่เป็นเรื่องของการหา 'จุดสมดุล' ของดวงตาทั้งระบบ
หากคุณเริ่มรู้สึกว่าภาพที่เห็นมีเงาซ้อน หรือต้องหรี่ตาบ่อยผิดปกติ การเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตรผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้คุณได้รับแว่นตาที่วางองศาได้เป๊ะที่สุด เพื่อถนอมสุขภาพดวงตาและคืนคุณภาพการมองเห็นที่คมชัดให้กลับมาอีกครั้ง
สั่งตัดเลนส์แว่นตาได้ที่นี่
ANZ STUDIO ตัดเลนส์เปลี่ยนสี Transitions Gen S (Stock Lens) เลนส์ออโต้ จากแบรนด์ Apollo
ตัดเลนส์สายตาเดี่ยว Essilor Eyezen Start RX (สั่งตัดเฉพาะบุคคล)
-
-
- AIRWEAR
- INDEX 1.5
- INDEX 1.6
- INDEX 1.67
- Clear
เลนส์ Apollo Sportech เลนส์สั่งตัดสำหรับเล่นกีฬา รองรับกรอบโค้ง Wraparound (Single Vision) RX Lens
เลนส์ย้อมสีเคลือบผิวลดแสงสะท้อน Apollo Tone Tinting ใส่สบายทุกวัน
Lens Apollo Photosun Plus Nanoclean RX เลนส์เปลี่ยนสีเพื่อการป้องกันรังสียูวีและแสงสีฟ้า
ตัดเลนส์สายตา Apollo NanoClean มัลติโค้ท / บลูบล็อค UV420 เลนส์กรองแสงสีฟ้า ลดแสงสะท้อน
-
-
- INDEX 1.56
- INDEX 1.6
- INDEX 1.67
- INDEX 1.74
- Clear
ตัดเลนส์สายตา Apollo Honeycomb Bluetect Plus เพิ่มความคมชัด กรองแสงสีฟ้า
-
-
- INDEX 1.56
- INDEX 1.6
- INDEX 1.67
- INDEX 1.74
- Clear
ANZ STUDIO เลนส์สายตากันแดดเปลี่ยนสี Apollo Photosun Plus Stock Lens
Apollo NanoClean Series (Clear / BluTect Plus) – เลนส์ RX สั่งตัดเฉพาะบุคคล เลือกความบางได้หลากหลาย Index
-
-
- INDEX 1.56
- INDEX 1.6
- INDEX 1.67
- INDEX 1.74
- Clear
































