แว่นโปรเกรสซีฟ ตัดแพง ๆ ไปเลยดีมั้ย? เลือกอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง
หลายคนที่กำลังประสบปัญหาสายตายาวตามวัย อาจกำลังเริ่มมองหา แว่นโปรเกรสซีฟ เพื่อช่วยให้มองเห็นได้ทุกระยะ โดยไม่ต้องคอยถอดแว่นเข้า ๆ ออก ๆ ตลอดเวลา
แต่เมื่อเริ่มหาข้อมูล ก็มักจะจนปัญญาในการเลือก ด้วยความหลากหลายของเลนส์โปรเกรสซีฟ อีกทั้งราคาที่มีตั้งแต่หลักพันปลาย ๆ ไปจนถึงหลักแสน
คำถามก็คือ ใส่ครั้งแรกต้องเลือกรุ่นไหนดี?
ถ้าเลือกถูก ๆ จะซื้อมาทิ้งเปล่ามั้ย?
ตัดแพง ๆ ไปเลยจะคุ้มมั้ย หรือไม่จำเป็น?
ซึ่งถ้าคิดในแง่ของความแพง ยังไงก็น่าจะดีที่สุดอยู่แล้ว แต่เลนส์แพง ๆ นั้นจำเป็นสำหรับเรามั้ย? คำตอบคือ ไม่เสมอไป เพราะนอกจากค่าสายตาสั้น-ยาวแล้ว เรายังต้องดู ค่า Add ที่เป็นส่วนช่วยในการเพ่งมองระยะใกล้ด้วย รวมถึงต้องดูพฤติกรรมการใช้ชีวิต, ประสบการณ์เดิมในการใส่แว่นโปรเกรสซีฟ, กรอบแว่นกับค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสม, ตำแหน่งการสวมใส่ และความคาดหวังของผู้ใช้แต่ละคนที่แตกต่างกันไป
ดังนั้น ควรรู้ก่อนว่าเรา ใช้สายตาแบบไหน → ค่าสายตาและค่า Add มีความซับซ้อนแค่ไหน → เลือกระดับเลนส์ → เปรียบเทียบรุ่นที่ตอบโจทย์และใกล้เคียงกัน → สุดท้าย เลือกตามความต้องการและงบประมาณ
รูปภาพที่ใช้ประกอบบทความนี้ ห้ามนำไปใช้และห้ามนำไปเจนเอไอ โดยไม่ได้รับอนุญาต
ใส่โปรเกสซีฟครั้งแรก เพื่อให้ปรับตัวได้ง่าย จำเป็นต้องเริ่มจากเลนส์แพงมั้ย?
การใช้งานโดยทั่วไปของแว่นโปรเกรสซีฟ จะมีพื้นที่การมองหลัก ๆ 3 ระยะ คือ
- ระยะไกล : เลนส์มีค่าสายตาสั้น/ยาวและเอียง ที่ใช้ในการมองไกล เช่น เดิน ขับรถ หรือมองสิ่งรอบตัว
- ระยะกลาง : ไม่มีการระบุค่าสายตาชัดเจน แต่จะเป็นช่วง Corridor ของการไล่ค่าสายตาระหว่างระยะไกลมาระยะใกล้ ใช้ทำกิจกรรมที่อยู่ในระยะช่วงแขน เช่น ทำอาหาร ทำงานอยู่หน้าคอมฯ
- ระยะใกล้ : เลนส์มีกำลังมองใกล้ ที่เกิดจากค่าสายตามองไกลรวมกับค่า Add ทำหน้าที่ช่วยลดภาระการเพ่งของดวงตา สำหรับการเล่นมือถือ อ่านหนังสือ หรือทำงานเอกสาร
ภายในเลนส์จะเปลี่ยนกำลังค่าสายตาจากโซนมองไกล ค่อย ๆ ไล่ลงมาเป็นโซนมองใกล้ พื้นผิวเลนส์จึงต้องมีการเปลี่ยนความโค้ง ซึ่งการพยายามทำให้ความโค้งนี้เรียบขึ้นและไม่มีรอยต่อ ความคลาดเคลื่อนบางส่วนจึงถูกผลักออกไปด้านข้างของเลนส์แทน ทำให้เกิดภาพบิดเบือน เบลอ และเป็นเหตุให้ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สมองชินกับการรับรู้ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ไม่สามารถกลอกตามองด้านข้างได้แบบเดิมแล้ว
ยิ่งถ้ามีค่า Add สูง ความบิดเบือนที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งสูงตาม
แต่สำหรับผู้ที่เริ่มมีสายตายาวตามวัยในระยะแรก มักจะยังมีค่า Add ที่ไม่สูงมาก ทำให้การไล่ระดับค่าสายตายังมีความแตกต่างกันไม่มากนัก สามารถผลิตเลนส์ให้มองภาพได้นุ่มนวลกว่า ความคลาดเคลื่อนหรือความบิดเบือนที่เกิดขึ้นด้านข้างเลนส์ ก็มีแนวโน้มที่จะจัดการได้ง่ายกว่าเลนส์ที่ต้องรองรับค่า Add สูง ๆ
ดังนั้น สำหรับผู้ใช้ที่
- เพิ่งเริ่มใช้โปรเกรสซีฟ
- ค่า Add ยังไม่สูง
- ค่าสายตาไม่ซับซ้อนมาก
- ตาซ้ายและขวาไม่ได้ต่างกันมาก
- ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน
เลนส์ระดับเริ่มต้นหรือระดับกลาง ก็เพียงพอที่จะให้ประสบการณ์ที่ดีได้แล้ว
โดยไม่จำเป็นต้องเลือกเลนส์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวนมาก เพราะโจทย์ที่เลนส์ต้องแก้ จะยังไม่ซับซ้อนมากเท่าผู้ใช้บางกลุ่มที่อาจมีความ Sensitive ในการมองเห็น มีค่าสายตาซับซ้อน หรือมีกิจกรรมที่ต้องให้ความนิ่งและแม่นยำในการมองเห็นสูง
เลนส์โปรเกรสซีฟราคาสูง ๆ เหมาะกับใคร?
จากที่เริ่มมีค่าสายตายาวตามวัยในระยะแรก เมื่อเวลาผ่านไป สายตายาวตามวัยอาจเพิ่มขึ้นได้ ทำให้ต้องใช้ค่า Add ที่มากขึ้น แต่พื้นที่ภายในเลนส์นั้นมีขนาดเท่าเดิม ดังนั้นการควบคุม โซนภาพชัดระยะไกล + การไล่ค่าสายตาในโซนระยะกลาง + โซนภาพชัดระยะใกล้ + ความคลาดเคลื่อนด้านข้างเลนส์ ก็ยากขึ้นตามไปด้วย
ซึ่งนอกจากค่า Add แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่เข้ามาเพิ่มความซับซ้อนในการออกแบบเลนส์ให้ยากยิ่งขึ้นไปอีก เช่น
- ค่าสายตาสั้น/ยาวสูง
- ค่าสายตาเอียงสูง
- ค่าสายตาข้างซ้ายและขวาต่างกันมาก
- กรอบแว่นตามีความโค้งมากกว่าปกติ
- กรอบแว่นตาสั้น หรือมีพื้นที่แนวตั้งจำกัด
- ผู้ใส่ใช้โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์เป็นหลัก
- กิจกรรมซับซ้อน ต้องเดินหรือเคลื่อนไหวตลอดเวลา
- เคยใช้โปรเกรสซีฟมาก่อนและมีความคุ้นเคยกับดีไซน์เดิม แต่ต้องการเลนส์ที่แก้ปัญหาบางจุดเพิ่มเติม
- ฯลฯ
ดังนั้นในเลนส์ระดับสูง จึงมีการออกแบบโครงสร้างเลนส์และเริ่มมีเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยโดยเฉพาะ เพื่อให้การมองเห็นเป็นไปอย่างธรรมชาติ ปรับตัวง่าย และคมชัดที่สุด เช่น
- ช่วยปรับการทำงานร่วมกันของตา 2 ข้างให้สมดุลขึ้น
- การคำนวณและออกแบบเลนส์ตามลักษณะของกรอบแว่น
- การปรับแต่งเลนส์ตามรูปหน้าและการสวมใส่เฉพาะบุคคล
- การวิเคราะห์พฤติกรรมการมองเฉพาะบุคคล
- การกระจายความบิดเบือนด้านข้างให้นุ่มนวลขึ้น
- การปรับโซนไกล-กลาง-ใกล้ตาม Lifestyle ของแต่ละบุคคล
- ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ ช่วยทลายหรือลดข้อจำกัดที่เริ่มเห็นได้ชัดขึ้น เมื่อค่าสายตาและความต้องการของผู้สวมใส่มีความซับซ้อน
อย่างไรก็ตาม ไม่มีเทคโนโลยีใดสามารถลบข้อจำกัดทางแสงของเลนส์โปรเกรสซีฟออกไปได้ทั้งหมด แต่จะเข้ามาช่วย บริหารข้อจำกัดเหล่านั้นให้เหมาะกับการใช้งานของแต่ละบุคคลมากขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า
เลนส์โปรเกรสซีฟที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่ควรเป็นรุ่นที่มีเทคโนโลยี “เพียงพอและตรงกับข้อจำกัดของสายตาเรา” มากที่สุด
เลือกแว่นโปรเกรสซีฟอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง?
1. ดูว่าในแต่ละวัน เราใช้สายตาไปกับอะไรบ้าง
ตัวอย่างเช่น
ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นหลัก
ต้องสลับระหว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ เอกสาร โทรศัพท์ และคนที่อยู่ตรงหน้า ควรให้ความสำคัญกับ พื้นที่มองระยะกลางและระยะใกล้มากขึ้น เช่น
- HOYA LifeStyle 3 Indoor ที่เน้นระยะการอ่าน การใช้อุปกรณ์ดิจิทัล และกิจกรรมภายในอาคารมากขึ้น แต่ยังสามารถใช้งานได้หลายระยะในชีวิตประจำวัน
ต้องขับรถ หรือเดินทางบ่อย
ควรให้ความสำคัญกับ พื้นที่มองไกล ความสะดวกในการสลับระหว่างถนน กระจก และหน้าปัดรถ รวมถึงความสบายตา เมื่อต้องเจอกับสภาพแสงที่แตกต่างกัน มีรุ่นที่ตอบโจทย์การใช้งาน เช่น
- HOYA LifeStyle 3 Outdoor ให้ความสำคัญกับระยะไกล กิจกรรมกลางแจ้ง และผู้ที่ขับรถบ่อย
- ZEISS DriveSafe Progressive ออกแบบมาสำหรับการสลับโฟกัสระหว่างถนน กระจก และหน้าปัดรถ และมีแนวทางช่วยเรื่องการมองเห็นในสภาพแสงน้อยและมีแสงรบกวนในระหว่างขับรถ
2. ดูค่าสายตาและค่า Add ว่าซับซ้อนแค่ไหน
อย่างที่อธิบายไปข้างต้น ถ้าใช้ครั้งแรก มีค่า Add น้อย และค่าสายตาไม่สูง สามารถเลือกรุ่นเริ่มต้นได้เลย เช่น Nikon Presio First / ZEISS Light 2 / Essilor Varilux Start ซึ่งรุ่นเหล่านี้มักจะปรับแต่งเลนส์ไม่ได้และต้องเลือกกรอบแว่นที่เข้ากันได้กับค่าพารามิเตอร์เท่านั้น ถ้ายังต้องการความสบายตาและปรับตัวง่ายอยู่
และหากมี ค่า Add ที่สูงขึ้น พร้อมทั้งมีค่าสายตาและค่าเอียงสูงมาก หรือ ตาข้างซ้ายกับข้างขวามีความแตกต่างกันมาก ข้อจำกัดของเลนส์ก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นรุ่นเริ่มต้นจะไม่ตอบโจทย์แล้ว ควรที่จะเลือกรุ่นที่มีเทคโนโลยีช่วยหรือเฉพาะบุคคลมากขึ้น เช่น ZEISS SmartLife Individual
3. เลือกระดับเลนส์ให้เหมาะกับตัวเอง
ความแตกต่างของเลนส์ไม่ได้อยู่ที่ราคาเท่านั้น แต่รวมไปถึง ความกว้างของพื้นที่การมอง การควบคุมความบิดเบือน และระดับการปรับให้เข้ากับผู้ใส่ เช่น ตัวอย่างจากเลนส์ ZEISS สามารถแบ่งระดับได้ ดังนี้
- ระดับเริ่มต้น : ZEISS Progressive Light 2 D
เหมาะกับผู้ที่กำลังเริ่มใช้โปรเกรสซีฟ เน้นการปรับตัวง่าย การเปลี่ยนระยะนุ่มนวล และใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดย ZEISS ใช้ดีไซน์แบบ Moderate-Soft เพื่อช่วยให้ความเบลอบริเวณด้านข้างค่อย ๆ กระจายออกอย่างเป็นธรรมชาติ และขยายโซนมองใกล้ให้สบายตายิ่งขึ้น - ระดับกลาง : ZEISS Progressive Light 2 3Dv
เหมาะกับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้นจากรุ่นเริ่มต้น โดยสามารถปรับตำแหน่งการไล่ค่าสายตาให้เหมาะกับความสูงของกรอบได้มากขึ้น ช่วยให้เลือกกรอบได้หลากหลายและจัดโซนมองกลาง–ใกล้ได้เหมาะสมยิ่งขึ้น - ระดับสูง : ZEISS Progressive SmartLife Superb
เหมาะกับผู้ที่ใช้สายตาหนักมากขึ้น ตัวเลนส์สามารถปรับให้สัมพันธ์กับกรอบที่เลือกและลักษณะทางกายภาพของผู้สวมใส่ มากกว่ารุ่นก่อนหน้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพื้นที่การมองในหลายระยะ - ระดับ Personalized : ZEISS Progressive SmartLife Individual 3
เหมาะกับผู้ที่ต้องการการปรับโครงสร้างเลนส์ให้เฉพาะบุคคลมากขึ้น โดยคำนึงถึง ค่าสายตา กรอบแว่น ลักษณะใบหน้า และ พฤติกรรมการมองขณะใช้ชีวิตจริง เพื่อให้ดีไซน์เลนส์ให้สัมพันธ์กับผู้ใส่มากที่สุดในตระกูล SmartLife
4. เปรียบเทียบรุ่นที่ตอบโจทย์และใกล้เคียงกัน
เมื่อรู้ค่าสายตาและระดับการใช้งานหลัก ๆ แล้วก็ดูว่ารุ่นไหนตอบโจทย์ใกล้เคียงกันบ้าง และตัวเรามีความต้องการพิเศษอะไรอีกมั้ย เช่น อยากได้เลนส์ออโต้ที่เปลี่ยนสีได้เมื่อเจอแดด ซึ่งราคาก็จะบวกเพิ่มไปอีก ทีนี้ก็ต้องมาดูที่ราคาแล้วว่ารุ่นไหนอยู่ในงบของเราบ้าง
นอกจากเลือกฟังก์ชั่นการใช้งานหลักและการออกแบบเลนส์ให้เหมาะกับตัวเองแล้ว ยังมีปัจจัยที่สำคัญมาก ๆ ที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือ
- เลือกกรอบแว่นให้เหมาะกับเลนส์โปรเกรสซีฟ
- วัดสายตาให้แม่นยำ ตรงกับค่าสายตาจริง
- วัดและวางจุด PD ให้แม่นยำ
เพื่อให้ประสบการณ์การใส่แว่นโปรเกรสซีฟมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกหรือเคยใส่มาก่อนแล้ว ควรตรวจวัดสายตาและสั่งตัดเลนส์โปรเกรสซีฟกับร้านแว่นตาที่มีนักทัศนมาตรเป็นผู้ตรวจวัดและจ่ายเลนส์ให้กับเราเสมอ
หากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกเลนส์โปรเกรสซีฟแบบไหน สามารถเข้ามาตรวจวัดสายตาและปรึกษานักทัศนมาตรที่ ANZ STUDIO ให้ช่วยแนะนำ เปรียบเทียบ และเลือกเลนส์ที่เหมาะกับคุณที่สุด